Archive

Archive for September 21st, 2009

ปราบ ความเสี่ยง ให้อยู่หมัด

September 21st, 2009 No comments

ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตส่วนตัว เจ้าของธุรกิจ ล้วนแต่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น หากลงมือจัดการกับความเสี่ยงให้อยู่หมัด ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี

ในแง่ของการทำธุรกิจ อัตราการเจริญเติบโตและกำไร ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) อย่างไรก็ดี  การเน้นความเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียว โดยมีเป้าประสงค์เพื่อการทำกำไรหรือได้กำไรก้อนโตโดยปราศจากการควบคุมความ เสี่ยงและการบริหารความเสี่ยง มักก่อให้เกิดผลเสียกับการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป

“ดร.สุวิทย์ ธนียวัน” อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ผู้สันทัดเรื่องของการจัดการความเสี่ยง บอกว่า การทำความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเอื้ออำนวยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายและ สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาวได้

ในการดำเนินธุรกิจนั้น  องค์กรที่ใช้หลักความพอเพียง พอประมาณและมีเหตุผลในการคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล และมีการเตรียมการจัดการความเสี่ยง เท่ากับมี “ระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี” และพร้อมกับผลกระทบและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอก ย่อมจะสามารถเจริญเติบโตและนำพาองค์กรให้ฝ่าฟันวิกฤติต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดี “ความเสี่ยงหมายถึงสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้น แล้วจะส่งผลเสียต่อการดำเนินการขององค์กร การประเมินความเสี่ยง และการหาเครื่องเตือนภัย หรือ Risk Alert  จึงถือเป็นหลักการสำคัญของการบริหารความเสี่ยง”

O ความเสี่ยง 8 ด้านที่คนทำธุรกิจต้องรู้

ดร.สุวิทย์ บอกว่า โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงสามารถจำแนกออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้คือ

1. ความเสี่ยงด้านการตลาด (Market Risk) หมายถึง ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงของสินค้า ราคาสินค้า อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความผันผวนของราคาหุ้น ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อันจะมีผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ผู้ทำธุรกิจจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม  ว่าทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร  แนวโน้มของราคาหุ้นจะไปทางไหน

2. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสินเชื่อและคุณภาพของสินทรัพย์ ที่ใช้ค้ำประกันสินเชื่อ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปคุณภาพหรือมูลค่าของสินเชื่อและทรัพย์สินที่เปลี่ยน ไป ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้ให้สินเชื่อด้วย

3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการระดมเงิน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของเงินในการชำระเงินหรือหนี้สินทั้งปวง

4. ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานอันได้แก่ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการบริหาร จากการขาดระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ขาดบรรษัทภิบาลในการดำเนินงานตลอดจน การดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสและการฉ้อโกง เป็นต้น

5. ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและกฎหมาย (Legal and Regulatory Risk)  หมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจในกฎระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น ตราสารอนุพันธ์ หรือมีความรู้ไม่เท่าทันกฎหมายต่างๆ ซึ่งอาจเกิดผลเสียจากการถูกฟ้องร้องได้ เป็นต้น

6. ความเสี่ยงด้านธุรกิจ (Business Risk)หมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนแปลงของความต้องการหรืออุปสงค์ หรือ ต้นทุนการผลิตรวมตลอดจนถึง ความสามารถในการจัดส่งสินค้าต่างๆ ให้ถึงมือผู้บริโภคหรือคู่ค้า เป็นต้น

7. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีนัยสำคัญต่อองค์กร ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ถึงความสำเร็จและผลกำไร ได้อย่างชัดเจน จากการลงทุนไม่เป็นไปตามความคาดหมาย องค์กรจะประสบปัญหาค่อนข้างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านชื่อเสียง

8. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk)  เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กร เช่นการตกแต่งบัญชี การฉ้อโกงในบริษัทที่มีผลต่อผู้ถือหุ้น ผู้ให้กู้ และพนักงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์กรในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 1990  จากการสำรวจจะพบว่าความเสี่ยง (Risk Management) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากแม้ว่าองค์กรจะต้องลงทุนในด้านการดูแลบริหารความเสี่ยง แต่เราจะพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการขาดหน่วยงานบริหารความเสี่ยงแล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมักจะเทียบไม่ได้กับเงินลงทุนในการดูแลจัดการความเสี่ยงดังกล่าว

O หาเครื่องเตือนภัยด้วย Risk Alert

หลักการในการบริหารความเสี่ยง ต้องอาศัยหลักจากการหาเครื่องเตือนภัย Early Warning System หรือ Risk Alert โดยเริ่มจากการพิจารณาหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น (Identify Risk) เมื่อรู้แล้วความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งที่คาดการณ์ได้และเหนือความคาดการณ์มีอะไรบ้าง  ก็หันมาพิจารณาประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้น (Measure and Estimate Risk Exposures) พิจารณาหาเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ป้องกันหรือลดความเสี่ยง (Instruments to shift or Trade Risks)

จากนั้นก็เปรียบเทียบต้นทุนและประโยชน์ของเครื่องมือที่ทำมาลดความ เสี่ยง   และพิจารณาหากลยุทธ์ในการลดความเสี่ยง (Risk Mitigation Strategy) อันได้แก่ การหาทางเลี่ยงความเสี่ยงนั้น หรือไม่ก็ผลักภาระความเสี่ยงออกไป โดยใช้เครื่องมือในการผลักภาระ  นอกจากนี้ ยังหาทางลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานโดยการป้องกันหรือ ทำตัวชี้วัดเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น  แต่หากไม่ทำอะไรเลย ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ในปัจจุบันการบริหารความเสี่ยงสามารถ กระทำได้ โดยการทำความเข้าใจกับลักษณะของธุรกิจและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งแต่ละองค์กรและอุตสาหกรรมที่ต่างกัน ย่อมมีลักษณะที่แตกต่างกันไป เมื่อเราทราบที่มาของความเสี่ยง ที่ปรึกษาก็จะสามารถสร้างเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้วัดดัชนีความเสี่ยง (Key Risk Indications) ที่สามารถวิเคราะห์และประเมินผลในรูปแบบที่กระชับง่ายต่อการเข้าใจ เพื่อแจ้งเตือนผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัท โดยอาศัย Information Technology ในการแจ้งเตือนจากทุก ๆ ที่ทุกเวลาที่เหมาะสมกับองค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ เป็นการเฉพาะ (Customized Solution) ระบบดังกล่าวถือเป็นเครื่องเตือนภัยล่วงหน้า Risk Alert หรือ Alarm System ซึ่งสามารถส่งเป็น SMS, e-mail หรือ MMS หรือเป็น Risk Alert Dash Board  ให้กับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถดำเนินการหรือมุ่งเน้นสาระสำคัญในการประชุมแก้ปัญหาได้อย่างทัน เหตุการณ์อีกด้วย

“ผมว่าปัจจุบันเรื่องการจัดการความเสี่ยงสำคัญมาก บางองค์กรและบางบริษัทให้ความสำคัญ ตั้งหน่วยงานขึ้นมา  บางบริษัทบอกว่าวุ่นวายและมีต้นทุน  แต่ก็มีข้อพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ผลเสียของการที่ไม่มีระบบป้องกันความเสี่ยง เวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทำให้เกิดความเสียหายกว่าคนที่มีระบบจัดการความเสี่ยงหลายเท่า  พื้นฐานทั่วไปของธุรกิจ เราจะเห็นว่า ธุรกิจโดยมากอยากเร่งเติบโต  ยิ่งเราต้องการเร่งทำกำไร  ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องบริหารความเสี่ยง”

O ความเสี่ยงที่อยู่รอบตัวเรา

ไม่เพียงความเสี่ยงของคนที่ทำธุรกิจเท่านั้น  แต่ผู้คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ก็มีความเสี่ยงอยู่รายล้อมเช่นเดียวกัน   ดร.สุวิทย์บอกว่าความเสี่ยงของผู้คน  แบ่งเป็นหลายอย่างเช่นเดียวกับความเสี่ยงของธุรกิจ

“ความเสี่ยงด้านการเงิน” ตรงนี้ครอบคลุมไปถึงเรื่องการออม การใช้จ่าย  ดร.สุวิทย์บอกว่าปัญหาของผู้คนทุกวันนี้คือเก็บออมไม่ได้   คนที่ไม่มีเงินออมก็จะบอกว่าไม่มีอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มี ก็เริ่มต้นทำให้ตัวเองมีเงินออม

“หลายคนที่บ่นว่าออมไม่ได้  ผมว่าง่ายๆ ก็หัดทรมานตัวเองหน่อย กินให้น้อยลง  เก็บหอมรอมริบ พยายามไม่อยากมีอะไร  สร้างนิสัยประหยัด ตรงนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้ชีวิตและสร้างเงินออมได้ในที่สุด  เมืองไทยของเรายังดีนะที่มีการออมประมาณ 30% ของจีดีพี ถ้าเทียบกับการออมของคนอเมริกาที่น้อยมาก เวลาเศรษฐกิจไม่ดี คนก็ตกงานกันหมด”

“ความเสี่ยงด้านอาชีพ”  และ “ความเสี่ยงด้านการศึกษา ” ดร.สุวิทย์ บอกว่า เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของผู้คน  เป็นการยากสำหรับทุกคนที่จะประกอบอาชีพอย่างที่ตัวเองรักและชอบ  ขณะที่ความเสี่ยงด้านการศึกษาก็มีเช่นกัน   เช่น ตอนนี้คนฮิตเรียนเอ็มบีเอเต็มไปหมด จบมาเป็นนักบริหารกันหมด แต่ไม่มีใครเป็นนักผลิตเลย ต่อไปคนเรียนจบเอ็มบีเอก็ล้นตลาด

ดร.สุวิทย์ ยังบอกอีกว่า “ความเสี่ยงด้านการใช้ชีวิต”  ก็เป็นความเสี่ยงเช่นเดียวกัน  เช่น การแต่งงานก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังมี “ความเสี่ยงด้านอนาคต” ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  เราอยากจะรับความเสี่ยงนั้นหรือไม่  ถ้าไม่อยากรับความเสี่ยง ก็ต้องหาเครื่องมือการเงินมารับภาระความเสี่ยงไปให้ประกัน

นอกจากนี้ คนเรายังมี”ความเสี่ยงด้านการลงทุน”อีกด้วย  ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่  ยิ่งในยุคที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก  ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเราไม่สามารถพึ่งผลตอบแทนจากดอกเบี้ยได้อีก ดังนั้น จึงต้องป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน ด้วยการไปลงทุนในตราสารทางการเงินช่องทางอื่นๆ แทน ขณะเดียวกัน “ความเสี่ยงจากความผันแปรทางเศรษฐกิจ”  ก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง   เช่นอัตราเงินเฟ้อที่ถ้าสูงมากก็จะทำให้ค่าของเงินในกระเป๋าของเราลดลง

ดร.สุวิทย์ พูดถึงความเสี่ยงประการสุดท้ายว่า เป็น “ความเสี่ยงจากการไม่มีข้อมูล”  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ควรจะมีข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การทำธุรกิจ  จะเห็นว่าคนที่ลงทุนโดยที่ทำความรู้จักและมีข้อมูลของแหล่งลงทุนนั้นอย่าง แท้จริง  จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้

“ทุกวันนี้คนไม่ได้จัดการป้องกันความเสี่ยงให้ตัวเองเท่าไร  ถ้าเป็นพวกนักการเงินก็จะง่ายในการจัดการแต่ถ้าเป็นคนทำอาชีพอื่นก็อาจเป็น เรื่องที่ห่างไกลจากพวกเขา  ผมมีเพื่อนทำงานด้านมาร์เก็ตติ้ง เขาจะเก่งมาร์เก็ตติ้งมาก แต่จัดการเงินไม่เก่ง  ไม่ชินเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง แต่ผมอยากบอกอีกครั้งว่าคนที่วางแผนป้องกันความเสี่ยง ผลลัพธ์ที่ออกมาจะแตกต่างกับคนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงแน่นอน  คนเราต้องรู้จักบริหารความเสี่ยง ดีกว่าเดินไปเรื่อยเปื่อย ถ้าไม่เกิดอะไรก็ดีไป  แต่เมื่อไหร่ที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย  คราวนี้จะยุ่ง    สมัยนี้ถ้าเราไม่ป้องกันความเสี่ยง ก็จะมีปัญหา  เราต้องการที่จะลดความเสี่ยงเพื่อการอยู่รอด   ถ้าเศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง  การป้องกันความเสี่ยงและการวางแผนจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน”

ดร.สุวิทย์ ยังบอกอีกว่า คีย์เวิร์ดในการจัดการความเสี่ยงคือ “Risk” และ “Return”  แน่นอนผลตอบแทนมากย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงมาก แต่ไม่ว่าเราจะเสี่ยงมากหรือน้อย ก็ต้องป้องกันความเสี่ยงเอาไว้เป็นดีที่สุด   คนเราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมากเพื่อให้ได้มาก  ทำไมไม่เสี่ยงพอประมาณ และได้แบบพอเพียง

“ที่จริงผมก็เข้าใจว่าโลกยุคนี้วัตถุนิยม ไม่มีเงินก็ลำบาก  ฉะนั้นทุกคนเลยอยากเสี่ยงเพื่อได้เยอะ  แต่ผมกลับเชื่อเรื่องการออม กับการใช้จ่าย ว่าถ้าเราจัดการเรื่องพวกนี้ได้  ก็ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงเยอะ  ผมว่าคนเราต้องรู้จักลำบากก่อน  อยากได้อะไรต้องหัดตัวให้ลำบากก่อนแล้วจะได้ในสิ่งที่อยากได้  ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่ร่วมกับความเสี่ยง มีทั้งความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้  และความเสี่ยงที่คาดการณ์ไม่ได้  เช่น กรณีของการเกิดซับไพร์ม  บางคนอาจจะคิดว่าไม่น่าจะกระทบต่อเราเท่าไร  แต่พอแบงก์ลดการปล่อยสินเชื่อ จะเห็นว่ามีผลกระทบต่อเราทันที  ในเรื่องความเสี่ยงก็เหมือนเราขับเครื่องบิน ถ้าขับไปเรื่อย ไม่รู้จะตกหลุมอากาศเมื่อไหร่  แต่พอมีเรดาร์ตรวจจับสภาวะอากาศ เราก็จะรู้ว่าตรงไหนลมแรงจัด ตรงไหนเมฆเยอะ ตรงไหนเสี่ยง ซึ่งถ้าเรารู้ก็ตัดสินใจได้ว่าจะหลบเลี่ยงยังไง แต่ถ้าเราไม่เห็น คิดว่าก็แล้วแต่ดวง ก็เจอปัญหาได้”

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของความเสี่ยง ที่คุณหรือใครก็บริหารจัดการได้

Categories: article Tags:

อยากมีบั้นปลายสบาย & สุขภาพแข็งแรง

September 21st, 2009 No comments

ด้วยข้อจำกัดของอาชีพการเป็นนักวิเคราะห์ ทำให้”ธนพร วิศรุตพงษ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บล.กสิกรไทย มีข้อจำกัดในเรื่องการลงทุนพอสมควร

นั่นทำให้เธอเลือกที่จะลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นหลัก  ขณะเดียวกัน อาชีพการเป็นนักวิเคราะห์ทำให้เธอคุ้นเคยดีกับหุ้นทุกตัวที่อยู่ในตลาดหุ้น ไทย

ธนพรบอกว่าถ้าจะพูดถึงเรื่องการลงทุนในหุ้น  โดยมากก็จะลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี  เพราะโดยหลักการของเธอคือเมื่อจะลงทุนอะไรต้องรู้จักดีและคุ้นเคยเป็นอย่าง ดี เนื่องจากคนที่เป็นนักวิเคราะห์มักจะไม่มีเวลามากนัก  ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นจากการรู้จักเป็นอย่างดีก็น่าจะช่วยลดความเสี่ยงไปได้ในระดับ หนึ่ง ดังนั้นทุกวันนี้จึงเลือกลงทุนเฉพาะในหุ้นที่คุ้นเคยรู้จักดี

“ด้วยอาชีพนักวิเคราะห์ทำให้ไม่เหมาะที่จะลงทุนเอง  เพราะถ้าลงทุนเอง ต้องรายงานเยอะทีเดียว แถมอาจจะมีเรื่องของจรรยาบรรณและอคติมาด้วย ฉะนั้น ส่วนใหญ่จึงเน้นลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นหลัก”

ธนพร เล่าว่า  แต่ก่อนนี้เธอจะลงทุนเสี่ยงและหวือหวามากกว่านี้  โดยรวมๆ ประมาณ 80% เป็นการลงทุนในตลาดหุ้น  แต่ตอนนี้ลดความหวือหวาลงเหลือสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะอายุที่มากขึ้นมาอยู่ในวัยกลางคน  ทำให้คิดว่าควรจะเสี่ยงน้อยลง

ปัจจุบันพอร์ตของเธอ ประมาณ 50% เป็นเงินลงทุนในกองทุนรวม   ซึ่งในจำนวนนี้  25% เป็นการลงทุนผ่านกองทุนประหยัดภาษีทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF)   อีก 25% ลงในกองทุนหุ้น และกองทุนน้ำมัน

ธนพร ขยายความถึงเงินอีก 50% ที่เหลือว่า   20% ถือครองเป็นเงินสด และฝากในเงินฝากออมทรัพย์ ไปจนถึงลงทุนในพวกมันนี่ มาร์เก็ต ฟันด์ เพราะดอกเบี้ยดีกว่าออมทรัพย์  อีก 10% ที่เหลือเป็นพวกตั๋วเงิน และการลงทุนในกองทุนพันธบัตร  และ 20% สุดท้ายเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  และทองคำที่ซื้อไว้ตั้งแต่ตอนที่ราคาถูกๆ

“ที่จริงเงินในส่วน 20% สุดท้ายนี้  ก็รวมพวกเครื่องประดับด้วย อีกส่วนหนึ่งที่กำลังคิดอยู่ว่าจะลงทุนคือ   ซื้อคอนโดมิเนียม  แต่ต้องสำรวจดูให้รอบด้านก่อน จะมองเรื่องทำเลอย่างเดียวไม่ได้   อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเป็นคนที่เชื่อในการลงทุนระยะยาว  เชื่อว่าจะช่วยกรองความเสี่ยงได้  เพราะการลงทุนช่วงสั้นนั้น โดยมากจะเสี่ยง  ยิ่งเศรษฐกิจลงแรงแบบนี้ การลงทุนระยะสั้นอาจจะเสี่ยงเกินไป    ส่วนกองทุนที่เราซื้อ ก็อาจจะมีบ้างที่ไม่ดี แต่โดยมากก็เป็นไปตามภาวะตลาด  ยังไงก็ตาม การลงทุนระยะยาวจะช่วยกำจัดความเสี่ยงไปได้  นอกจากนี้ การลงทุนระยะยาวช่วยโพรเทคอนาคตได้”

เธอ บอกว่า โลกของการลงทุน ก็มีที่คาดผิดบ้าง มันเป็นสัจธรรม  มีถูกมีผิด  คาดการณ์ผิดพลาดบ้าง  เลือกหุ้นผิดบ้าง  ทุกคนไม่มีใครเพอร์เฟกต์ แต่ก็ไม่ควรผิดบ่อย  แต่ยากที่สุดคือการจับจังหวะ   ข้อสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องได้รีเทิร์นสูงที่สุด แต่ต้องชนะดอกเบี้ย  ฉะนั้น เวลาจะลงทุนอะไร ต้องลงทุนอย่างเข้าใจในสิ่งที่เราจะลงทุน  เช่น ถ้าจะลงทุนในกองทุนน้ำมันหรือกองทุนบริคก็ต้องเข้าใจ ว่าเขาเอาเงินเราไปลงทุนอะไร  แนวโน้มหรือภาพรวมของกองพวกนี้เป็นอย่างไร  เช่นถ้ามองดูแล้วว่า ในระยะยาวราคาน้ำมันขึ้น อนาคตพวกพลังงานทดแทนคงจะมาแทน ฉะนั้น  เราก็มองพวกนี้เอาไว้บ้าง

ธนพร เล่าให้ฟังว่าอาชีพนักวิเคราะห์เป็นอาชีพที่ทำงานหนัก ต้องตื่นเช้ามากเพื่อมาทำงานตั้งแต่เช้า เลิกงานก็ช้า  เพราะต้องทุ่มเทให้กับงานวิเคราะห์หุ้น เป็นงานที่ต้องมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์เศรษฐกิจ จริงอยู่เราอาจไม่รู้ข้อมูลว่าตรงไหนคือจุดต่ำสุดของการลงทุน แต่ก็ต้องมองภาพรวมให้ออก โดยภาพรวมการลงทุนเป็นไปอย่างระมัดระวัง   นั่นทำให้เธอจึงทำงานหนักมาตลอดชีวิต  ดังนั้น จึงคิดว่าอาจจะเกษียณเร็วกว่าคนอื่น

“ด้วยลักษณะงานของเราค่อนข้างเป็นงานที่เครียด ดังนั้น น่าจะสักประมาณ  50  ก็เกษียณแล้ว  ซึ่งคิดว่าเมื่อเกษียณแล้วก็อยากจะทำธุรกิจบางอย่างที่อยากทำมานาน  ปกติที่บ้านทำอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ตอยู่แล้ว  แต่ก็คิดว่าควรจะใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างสบาย อยากมีเงินไว้สักก้อนที่ใช้อย่างไม่เดือดร้อนคนอื่น  แต่ตอนนี้ คิดแค่ว่าทำยังไงให้ลูกค้าเพิ่มความมั่งคั่ง”

ธนพร ยังพูดถึงแง่มุมของการจับจ่ายใช้สอยให้ฟังว่า  ปกติรายได้แต่ละเดือนเข้ามา  เธอมีแบบแผนการจัดสรรการใช้จ่ายโดยแบ่งเป็นก้อนๆ เช่น สำหรับค่าใช้จ่ายประจำเดือนต่างๆ 50% และมีการเก็บส่วนหนึ่งเป็นเงินออม 40%  และอีกส่วนเป็นเผื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉินค่ะ 10%

“เรื่องแบบแผนการชอปปิง ไม่ได้ฟิกซ์อะไรมากมาย  ถ้าเห็นของถูกใจ คุณภาพดี  และราคาสมเหตุสมผล ก็ซื้อเลย  ไม่จำเป็นต้องเป็นของแบรนด์เนมก็ได้ แต่ขอให้ได้ของที่มีคุณภาพและราคาที่รับได้  แต่บางโอกาส ก็จะให้รางวัลกับตัวเองโดยการซื้อของแบรนด์เนมมาใช้บ้าง เช่น กระเป๋า ”

ธนพร บอกว่า ระหว่างบั้นปลายที่ร่ำรวย กับ สุขภาพที่แข็งแรง เธอคิดว่าสุขภาพแข็งแรงสำคัญกว่า  ดังนั้นที่ผ่านมาจึงมีการทำประกันชีวิต เพราะนอกจากจะเป็นการออมวิธีหนึ่งแล้ว ยังนำมาหักภาษีได้ด้วย  แต่ถึงยังไงก็ตาม ก็ต้องมีเงินเก็บให้พอใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิตอย่างมีความสุขและไม่ขัดสน ด้วย

แม้ว่าจะให้น้ำหนักกับเรื่องสุขภาพที่แข็งแรง  แต่เธอย้ำว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตขับเคลื่อนต่อไปได้ ดังนั้น คนเราต้องรู้จักทำงานหาเงิน ข้อสำคัญใช้เงินให้เป็น

Categories: article Tags:

กบข.ลดถือครองหุ้นใหญ่เมินปันผล

September 21st, 2009 No comments

กบข.ลด สัดส่วนถือครองหุ้นใหญ่ ไม่สนเทศกาลจ่ายปันผล ทิ้งหุ้น ปตท.-ปูนใหญ่เกลี้ยง ขณะที่ขายไออาร์พีซี 1.03% แต่หันเพิ่มการลงทุนในหุ้นไทยออยล์และซีพีเอฟแทน ด้านโบรกแนะซื้อ เหตุเป็นบริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง คาดซีพีเอฟ รายงานงบไตรมาส 39/52 สูงกว่าตลาดคาด

จากการรวบรวมข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ ในส่วนการถือครองหุ้นขนาดใหญ่ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นช่วงของเทศกาลจ่ายเงินปันผล และจากข้อมูลพบว่า กบข.ได้ทยอยลดสัดส่วนการถือครองหุ้นใหญ่ลง โดยไม่สนใจเงินปันผลที่บริษัทต่างๆ ประกาศออกมา

จากการสำรวจโครงสร้างผู้ถือหุ้นของขนาดใหญ่ ที่มีการปิดสมุดพักการโอนหุ้นเพื่อจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในปีนี้ ประกอบด้วย หุ้น ปตท. (PTT) พบว่าล่าสุดไม่ปรากฏรายชื่อ กบข.เป็น ผู้ถือหุ้นจากการปิดสมุดทะเบียนรายชื่อครั้งก่อน ได้ถือหุ้นอยู่จำนวน 0.57% และหุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จากเดิมที่เคยถือหุ้น 0.54% ส่วนหุ้นแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) เหลือการถือครองหุ้น 0.61% จากเดิมที่เคยถือ 0.70% หุ้นซีพีเอ็น (CPN) เหลือ 0.70% จากเดิมถือหุ้น 0.01% หุ้นไออาร์พีซี (IRPC) เหลือ 7.03% จากเดิมเคยถือ 8.06% หุ้นแอดวานซ์ (ADVANC) เหลือ 0.59% จากเดิม 0.68% หุ้น แบงก์กรุงศรีอยุธยา (BAY) เหลือ 0.50% จากเดิมที่เคยถือหุ้น 0.57% หุ้นบีอีซี (BEC) เหลือ 0.56% จากเดิมถือหุ้น 0.62% เป็นต้น นอกจากนี้ หุ้นที่มีการเพิ่มสัดส่วนการถือครองจากเดิมที่ไม่เคยถือลงทุน ได้แก่ หุ้นไทยออยล์ (TOP) ล่าสุดถือสัดส่วน 0.51% และหุ้นซีพีเอฟ (CPF) 0.50%

ทั้งนี้ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า บริษัทที่ กบข.ลด สัดส่วนการถือหุ้นนั้นได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างทุกบริษัท และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ได้แก่ หุ้น ปตท.ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตรา 3.36% หุ้นปูนใหญ่ ให้อัตราผลตอบแทน 3.91% ขณะที่หุ้นไออาร์พีซี ให้อัตราผลตอบแทน 4.56% หุ้นแลนด์แอนด์เฮ้าส์ อัตราผลตอบแทน 4.26% หุ้นซีพีเอ็น 2.20% หุ้นแอดวานซ์ 7.28% หุ้นแบงก์กรุงศรีฯ 1.63% หุ้นบีอีซี 7.18% ส่วนหุ้นที่ กบข.เพิ่มสัดส่วนการลงทุน หุ้นไทยออยล์ให้อัตราผลตอบแทนจากปันผล 7.01% และหุ้นซีพีเอฟ 3.34%

Categories: article Tags:

ช่องทางขาย Blue Ocean แหวกน่านน้ำสีแดง

September 21st, 2009 No comments

การเพิ่มพื้นที่ขาย ขยายช่องทางจัดจำหน่าย เป็นหลักพื้นฐานในการทำตลาดอย่างหนึ่ง หากต้องการให้สินค้าเข้าถึงผู้คนในจำนวนที่มากกว่าเดิม

แต่สำหรับปัจจุบัน ในยุคที่ผู้นำตลาดมีอำนาจสูงสุดในทุกทาง แม้กระทั่งการครอบครองพื้นที่จัดจำหน่ายสำคัญไว้ในมือตัวเองเพียงผู้เดียว รวมทั้งการระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค การคิดถึงความจำเป็นก่อนการตัดสินใจซื้อมีมากขึ้น เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงตึงตัว

การเสาะหาพื้นที่การขายในรูปแบบ “คิดนอกกรอบ” เปลี่ยนความเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้นจรึง จึงเกิดขึ้นในแผนการตลาดของหลายธุรกิจ

ไม่ใช่เพียงห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านขายของชำทั่วไปเท่านั้น ที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในการขายอีกต่อไป

ซีลวาเนีย + แมคโดนัลด์
รับไฟฉายเพิ่มมั้ยค่ะ?

คำถามข้างต้น จากนี้ไปจะเป็นประโยคที่พนักงานแมคโดนัลด์ต้องถามลูกค้าทุกรายที่เข้ามาใช้บริการภายในร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งนี้

ไม่ต้องแปลกใจ แมคโดนัลด์ยังไม่ได้เปลี่ยนคอนเซ็ปต์เป็นร้านสะดวกซื้อแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขาได้ตกลงเป็นพันธมิตรกับฮาเวลส์ ซีลวาเนีย ใน การช่วยลุยขยายตลลาดถ่านไฟฉาย และไฟฉายแอลอีดี ด้วยการเปิดพื้นที่จัดจำหน่ายภายในร้านแมคโดนัลด์จำนวน 61 สาขา ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดเป็นระยะเวลา 2 ปี

ปูมเทพ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฮาเวลส์ ซีลวาเนีย (ประเทศ ไทย) จำกัด กล่าวว่า การจับมือกับแมคโดนัลด์ เป็นไปตามนโยบายที่ต้องการเดินหน้าเปิดตลาดถ่านและไฟฉาย LED ตามแนวทางกลยุทธ์น่านน้ำสีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean Strategy เพื่อเพิ่มช่องทางรูปแบบใหม่ให้กับสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ถ่านไฟฉาย

ในฐานะผู้เล่นรายล่าสุดของตลาดถ่านไฟฉาย ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ปูมเทพไม่เหลือทางเลือกพื้นที่จัดจำหน่ายภายในเมืองมากนัก เพราะช่องทางหลักอย่างเช่น ร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงทั้งหลาย ที่สร้างยอดขายโดยรวมให้กับตลาดถ่านไฟฉายมากถึงประมาณ 2 พันล้านบาท หรือประมาณ 60% ของมูลค่าทั้งหมด กลับตกอยู่ในมือของผู้นำตลาดแต่เพียงผู้เดียวผ่านการประมูลพื้นที่จัด จำหน่าย และเป็นการจำกัดพื้นที่ขายของแบรนด์อื่นๆให้อยู่ในวงแคบ

“เราพยายามมองเรื่องใหม่สำหรับการทำตลาด คิดนอกกรอบ เพราะไม่เช่นนั้นเราไม่มีทางเจาะตลาดในกรุงเทพได้ และเราก็ต้องเข้าช่องทางเดิมๆที่มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก”

“แมคโดนัลด์เป็นสถานที่ที่หาง่าย สามารถซื้อสินค้าได้สะดวก จึงมีศักยภาพและโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้สะดวกและกว้าง ขวางมากขึ้น นี่ถือเป็นการทำตลาดรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำกับคู่แข่ง ซึ่งจะช่วยสร้างอุปสงค์ใหม่ๆ และจับกลุ่มผู้บริโภคที่อาจจะยังไม่เคยเป็นลูกค้าให้สนใจมาเลือกซื้อสินค้า ของซีลาเวียเพิ่มขึ้นด้วย”

CMG + ปตท.
แบรนด์เนมในปั๊มน้ำมัน

หลังจากที่ปตท.ได้เข้าซื้อกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ “เจ็ท” และร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “จิฟฟี่” เมื่อปี 2550 และทยอยปรับรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

ดูเหมือนว่า ปัจจุบันพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมันเหล่านี้จะเป็นที่ต้องการของบรรดาหลาย สินค้าและบริการที่ต่างต้องการเข้ามาจับจองพื้นที่ ที่พวกเขาเชื่อว่ามีศักยภาพสูง

ล่าสุด ความสนใจในพื้นที่การขายภายในสถานีบริการน้ำมันตกอยู่ที่ ซีเอ็มจี (CMG) แบรนด์สินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นและเครื่องสำอาง ภายใต้เครือเซ็นทรัลรีเทล ที่วางแผนเปิดร้านในสถานีบริการน้ำมันของปตท. ที่ตั้งอยู่ตามเส้นทางสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำทั่วประเทศไทย

ดร.กฤษณะพล โกมลบุณย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับทางซีเอ็มจี เพื่อบรรลุข้อตกลงในการเช่าพื้นที่จัดจำหน่ายภายในสถานีบริการน้ำมันของปตท. ซึ่งคาดว่าคงอีกไม่นาน

โดยในข้อตกลงเบื้องต้น ทางซีเอ็มจี ตกลงใจเช่าพื้นที่ทั้งหมด 10 สาขา โดยเน้นเฉพาะสาขาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยว อย่างเช่น แก่งคอย สระบุรี เป็นต้น

ไอ.ซี.ซี. + บีทีเอส
ลอยฟ้าเพิ่มช่องทางขาย

แม้สถานีรถไฟฟ้าจะเป็นช่องทางใหม่สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค แต่นงลักษณ์ เตชะบุญเอนก กรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ก็พร้อมที่จะยอมเสี่ยงกับพื้นที่ขายใหม่นี้

“ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ สิ่งสำคัญของผู้ประกอบการ คือ การเพิ่มช่องทางขายใหม่ๆ ไอ.ซี.ซี. มองว่ารถไฟฟ้าก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายทั้งวัยรุ่นและคนทำงาน และผู้บริโภคก็ไม่ได้เร่งรีบในการเดินทางมากนัก จึงมีโอกาสเดินดูสินค้าตามช็อปต่างๆของแต่ละสถานี”

ไอ.ซี.ซี. จึงเตรียมจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าลอยฟ้า โดยร่วมมือกับรถไฟฟ้าบีทีเอง และวีจีไอ โกลบอล มีเดีย ภายใต้ชื่อ “ไอซีซี สกาย ช้อปปิ้ง แรลลี่” ขึ้น เพื่อเป็นการหยั่งเชิงความต้องการ พฤติกรรม และกำลังซื้อของผู้บริโภคก่อนที่จะเริ่มบุกช่องทางนี้อย่างจริงจัง

โดยงานนนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2552 ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส 3 สถานี คือ เพลินจิต สยาม และสนามกีฬาแห่งชาติ และมีสินค้ามาจำหน่ายกว่า 50 รายการ

ถ้าหากผลตอบรับของผู้บริโภคที่มีต่อกิจกรรมนี้เป็นไปด้วยดี ทางไอ.ซี.ซี.ก็พร้อมที่จะเปิดช็อปถาวรบนสถานีรถไฟฟ้า โดยคาดว่า เครื่องสำอาง และเสื้อผ้า จะเป็นสองสินค้าแรกที่นำมาจัดจำหน่าย เนื่องจากเป็นสินค้าขนาดเล็ก และเก็บสต็อกได้ง่ายกว่าสินค้าประเภทอื่น

Categories: article Tags:

อุตฯไฟฟ้า-อิเล็กฯมั่นใจดัชนีผลิตไตรมาส 4 ขยายตัว

September 21st, 2009 No comments

สศอ. ระบุว่า ผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ 98% ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ชี้ ผู้ผลิตส่วนใหญ่มีแผนรับมือ

นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้สำรวจความคิดของผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทุกข นาด รวม 200 บริษัท พบว่ามีผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก 98% โดยได้รับผลกระทบปานกลาง 63.2% ผลกระทบมาก 26.5% และ ผลกระทบน้อย 10.2% ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าธุรกิจมีความพร้อมในการรับมือกับปัญหาใน ระดับปานกลาง 65.5% มีความพร้อมมาก 20% และมีความพร้อมน้อย 10%

นายอาทิตย์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีโครงสร้างบริษัทที่แข็งแรงและได้เตรียมแผนรับมือวิกฤติเศรษฐกิจไว้

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามเกี่ยวกับการปรับตัวของธุรกิจ ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ประกอบการที่ปรับลดเวลาการทำงานล่วงเวลา (โอที) ลง 31.6% ปรับลดกำลังการผลิต 29% ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 11.4% และลดจำนวนพนักงาน 7.6% โดยบางส่วนปรับตัวหาช่องทางการขยายตลาดเพิ่มมากขึ้น

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับมูลค่าการผลิตปี 2552 เปรียบเทียบกับปี 2551 ผู้ประกอบการคาดว่า มูลค่าการผลิตในปีนี้ การผลิตของธุรกิจจะลดลง ตามคำสั่งซื้อที่ลดลง 86.8% มีผู้ประกอบการที่คาดว่าการผลิตปีนี้ จะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว 9.64%

นายอาทิตย์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการได้เสนอให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการบริโภคและผลักดันการส่งออกให้มากขึ้น รวมทั้งสร้างเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน และกำหนดมาตรการลดภาษีช่วยผู้ประกอบการ เช่น ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีน้ำมัน ช่วยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ลดดอกเบี้ย ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ และมาตรการในการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดย สศอ.จะนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้ไปวิเคราะห์ และเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป

นายอาทิตย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความพร้อมและมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาที่ เกิดขึ้น ซึ่ง สศอ.คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ดีกว่าครึ่งแรก โดยเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น จากเศรษฐกิจคู่ค้าฟื้นตัว เช่น จีน สหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น ซึ่งดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีการติดลบในอัตราที่น้อยลง โดยดัชนีในเดือน ก.ค. 2552 ลดลง 3.8% แต่คาดว่าในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ ดัชนีการผลิตจะปรับตัวเป็นบวกได้

Categories: article Tags:

Fed meeting key to continued market rally

September 21st, 2009 No comments

If the stock market’s seemingly unstoppable march higher is to be believed, the economy is firmly on the road to recovery. Several key events on the economic calendar this week may help determine whether that conviction holds up.

Federal Reserve Chairman Ben Bernanke’s prediction last week that the worst of the recession is “likely over” helped sustain the markets’ gains, which brought the Standard & Poor’s 500 index up 2.5 percent through Friday.

This week, the market will get to see what the rest of the Federal Reserve board’s key committee thinks, when they hold a two-day meeting to decide whether to keep interest rates at their historically low levels of close to zero.

The Fed will have to raise interest rates eventually in order to keep inflation in check, but when that may happen is one of the hottest topics among investors and economists.

It’s widely expected the Fed will keep rates steady at its upcoming meeting, but the statement accompanying the decision will be heavily scrutinized to determine how strong the committee believes the economy is recovering and when that rate change might come.

If Bernanke and other Fed governors continue to preach low interest rates for the foreseeable future to help prod the economy toward recovery, it should provide support for stocks, and also Treasurys. Bond traders have been concerned about the potential for inflation eating into yields on government debt.

Any signals from the Fed that interest rates might need to be raised in the near future to combat inflation could spook investors and help push the markets lower. Investors will also get reports this week on new and existing home sales, durable goods orders and leading economic indicators.

Good news on consumer sentiment, the housing market and industrial production have provided enough encouragement in recent weeks to keep the market churning higher. However, some kind of pullback, even a modest one, at some point is considered perfectly normal. Whether that drop comes this week or not is still up for debate.

With major market indicators up more than 50 percent over the past six months, the conventional wisdom on Wall Street is that the market is due for a pullback. What’s not known is what may actually trigger it, how big it could be or how long it could last. Or, if it might even happen at all.

“Maybe we’ve come back too much, but what’s the catalyst to send it back down?” said Gerry Sullivan, chief investment officer at Claremont Investment Partners in Summit, N.J.

Maury Fertig, chief investment officer at Relative Value Partners in Northbrook, Ill., said a decline of at least 2 percent in major indexes this week could be possible as investors take some profits off the table. Then again, “nothing would surprise me at this point,” Fertig said.

The Dow Jones industrial average rose 2.2 percent last week, while the Nasdaq Composite index jumped 2.5 percent.

The S&P has skyrocketed 58 percent since its bottom in early March, while the Dow is up 50 percent. The Nasdaq has surged 68 percent during that time.

The housing market will also be in focus this week. The National Association of Realtors releases a report on existing home sales Thursday, while the Commerce Department reports new home sales Friday.

Economists polled by Thomson Reuters predict that existing home sales rose to 5.3 million on an annualized basis in August, slightly up from July and the fifth straight month of increases.

New home sales are predicted to increase for the fifth straight month to an annualized rate of 450,000 in August, from 433,000 a month earlier. Sales of new homes are up more than 30 percent from their bottom in January.

Investors have already seen some encouraging data on the long troubled housing sector, and are clearly hoping for more. A report last week from the Commerce Department showed housing starts increased 1.5 percent in August to their highest level in nine months amid a jump in apartment building. Building permit applications, an indicator of future activity, increased 2.7 percent.

However, the report showed the market is still far from solid as construction of single-family homes declined for the first time in six months.

This week investors will also get a private research group’s take on leading market indicators and a government report on durable goods.

If the Conference Board’s index of leading indicators, a gauge of future economic activity, rises again in August it would be the fifth straight month of advances and the latest encouraging sign that the economy was pointing higher.

The Commerce Department is expected to report on Friday that orders for durable goods — meaning those designed to last more than three years, like home appliances — rose for the fourth time in five months. Economists are expecting a 1.1 percent rise, following a 4.9 percent increase in July.

Categories: article Tags:

Fed policymakers likely to maintain aid programs

September 21st, 2009 No comments

With the economy starting to rebound but still fragile, Federal Reserve policymakers this week are expected to keep emergency programs to encourage spending and borrowing intact. But to avoid unleashing inflation later on, they are likely to consider ways to rein in programs designed to keep mortgage rates down and get banks to lend more freely.

As the economy improves, the Fed will face more pressure to wind down some of its programs. For now, Fed Chairman Ben Bernanke and his colleagues probably will stay the course while striking a more optimistic tone at a two-day meeting that ends Wednesday.

“I think they are feeling more confident about the recovery,” said Christopher Rupkey, economist at Bank of Tokyo-Mitsubishi.

Fed policymakers are all but sure to keep interest rates at a record low near zero to nurture a tentative recovery. And they will probably stick with their goal of buying $1.45 trillion in mortgage-backed securities and debt issued by Fannie Mae and Freddie Mac by year’s end. The program is intended to lower rates on home mortgages and support the housing market.

The real estate industry, which led the country into its worst recession since the 1930s, is starting to heal. Sales are firming. And prices in some markets are edging up after a dizzying plunge.

Still, the housing market is being propped up by the Fed’s programs, and its health remains precarious. Foreclosures are expected to keep climbing. Soured loans will still weigh on banks. More homeowners are expected to go under water, meaning they owe their lender more than their home is worth.

The Fed’s efforts have helped lower mortgage rates. Rates on 30-year loans dipped to 5.04 percent, Freddie Mac reported last week. That was down from 5.07 percent the previous week and 5.78 percent a year earlier.

Given the delicate state of the housing market, Fed policymakers will be loath to make any major changes, economists said.

“Why upset the apple cart and spook the market?” said Mark Zandi, chief economist at Moody’s Economy.com. “The economy and the housing market can still use the help.”

Still, some analysts think the Fed could opt to slow its purchases. It could buy less than the full $1.45 trillion by year’s end. At the Fed’s previous meeting in August, some Fed officials said a “tapering” of the mortgage-buying program “could be helpful,” according to minutes of the private deliberations.

At that meeting, policymakers said they would gradually slow the pace of a program to buy $300 billion in Treasury securities and shut it down at the end of October, a month later than previously scheduled. That program is designed to force rates down for mortgages and other consumer debt to get Americans to spend more.

But the program’s effectiveness has been questioned on Wall Street and Capitol Hill. Critics have complained that the Fed appears to be printing money to pay for the government’s spending binge.

Most economists think the Fed will keep the target range for its bank lending rate at zero to 0.25 percent through the rest of the year. If it does, commercial banks’ prime lending rate, used to peg rates on home equity loans, certain credit cards and other consumer loans, will stay at about 3.25 percent, the lowest in decades.

Bernanke recently declared the recession “very likely over.” Factory activity is growing. Consumer spending and home sales are stabilizing, and car-buying got a lift from the Cash for Clunkers rebate program. Some residential construction is picking up.

But Bernanke warned that the pace of economic growth probably won’t be strong enough to generate many new jobs and prevent the unemployment rate from rising. The rate hit a 26-year high of 9.7 percent in August and is expected to top 10 percent this year.

Inflation, meanwhile, is likely to remain tame for now. The weak job market means employers won’t feel generous with wages. Idle plants also will help limit inflation.

Even with a pickup in production, factories are operating well below capacity. In light of consumer caution and expectations for a lethargic recovery, companies won’t be likely to raise prices.

Categories: article Tags:

ก.ตร.พรุ่งนี้พิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย ขรก.ตร.ระดับนายพล

September 21st, 2009 No comments

พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีหนังสือเวียนไปยังรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เข้าร่วมพิจารณากลั่นกรองบัญชีรายชื่อข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงมาจนถ


Author : Thserv News Master
Read More…
 

Categories: Uncategorized Tags:

กรมสุขภาพจิตเล็งปรับพฤติกรรมเด็กแว้น-แก๊งปาหิน สกัดก่อเหตุซ้ำ

September 21st, 2009 No comments

น.พ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า จากการสำรวจพฤติกรรมวัยรุ่นปี 2552 พบว่า วัยรุ่นกว่าร้อยละ 60 มีการต่อต้านทางสังคม และสร้างปัญหาจากการแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งเด็กแว้น แก๊งซิ่ง และรถจักรยานยนต์ รวมถึงแก๊งปาหิน ซึ่งวัยรุ่นที่ม


Author : Thserv News Master
Read More…
 

Categories: Uncategorized Tags:

ภท.ยันพรุ่งนี้ “เนวิน” ขึ้นศาลฟังคำพิพากษาคดีกล้ายางแน่

September 21st, 2009 No comments

วันพรุ่งนี้ (21 ก.ย.) ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท โดยถือว่าเป็น 1 ใน 13 คดีที่ คตส.หยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ก่อนที่จะมีมติชี้มูลรัฐมนตรี ข้าราชการ และกลุ่


Author : Thserv News Master
Read More…
 

Categories: Uncategorized Tags:
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss