ปราบ ความเสี่ยง ให้อยู่หมัด
ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตส่วนตัว เจ้าของธุรกิจ ล้วนแต่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น หากลงมือจัดการกับความเสี่ยงให้อยู่หมัด ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี
ในแง่ของการทำธุรกิจ อัตราการเจริญเติบโตและกำไร ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) อย่างไรก็ดี การเน้นความเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียว โดยมีเป้าประสงค์เพื่อการทำกำไรหรือได้กำไรก้อนโตโดยปราศจากการควบคุมความ เสี่ยงและการบริหารความเสี่ยง มักก่อให้เกิดผลเสียกับการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป
“ดร.สุวิทย์ ธนียวัน” อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้สันทัดเรื่องของการจัดการความเสี่ยง บอกว่า การทำความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเอื้ออำนวยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายและ สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาวได้
ในการดำเนินธุรกิจนั้น องค์กรที่ใช้หลักความพอเพียง พอประมาณและมีเหตุผลในการคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล และมีการเตรียมการจัดการความเสี่ยง เท่ากับมี “ระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี” และพร้อมกับผลกระทบและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอก ย่อมจะสามารถเจริญเติบโตและนำพาองค์กรให้ฝ่าฟันวิกฤติต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดี “ความเสี่ยงหมายถึงสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้น แล้วจะส่งผลเสียต่อการดำเนินการขององค์กร การประเมินความเสี่ยง และการหาเครื่องเตือนภัย หรือ Risk Alert จึงถือเป็นหลักการสำคัญของการบริหารความเสี่ยง”
O ความเสี่ยง 8 ด้านที่คนทำธุรกิจต้องรู้
ดร.สุวิทย์ บอกว่า โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงสามารถจำแนกออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้คือ
1. ความเสี่ยงด้านการตลาด (Market Risk) หมายถึง ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงของสินค้า ราคาสินค้า อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความผันผวนของราคาหุ้น ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อันจะมีผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ผู้ทำธุรกิจจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม ว่าทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร แนวโน้มของราคาหุ้นจะไปทางไหน
2. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสินเชื่อและคุณภาพของสินทรัพย์ ที่ใช้ค้ำประกันสินเชื่อ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปคุณภาพหรือมูลค่าของสินเชื่อและทรัพย์สินที่เปลี่ยน ไป ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้ให้สินเชื่อด้วย
3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการระดมเงิน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของเงินในการชำระเงินหรือหนี้สินทั้งปวง
4. ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานอันได้แก่ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการบริหาร จากการขาดระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ขาดบรรษัทภิบาลในการดำเนินงานตลอดจน การดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสและการฉ้อโกง เป็นต้น
5. ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและกฎหมาย (Legal and Regulatory Risk) หมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจในกฎระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น ตราสารอนุพันธ์ หรือมีความรู้ไม่เท่าทันกฎหมายต่างๆ ซึ่งอาจเกิดผลเสียจากการถูกฟ้องร้องได้ เป็นต้น
6. ความเสี่ยงด้านธุรกิจ (Business Risk)หมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนแปลงของความต้องการหรืออุปสงค์ หรือ ต้นทุนการผลิตรวมตลอดจนถึง ความสามารถในการจัดส่งสินค้าต่างๆ ให้ถึงมือผู้บริโภคหรือคู่ค้า เป็นต้น
7. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีนัยสำคัญต่อองค์กร ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ถึงความสำเร็จและผลกำไร ได้อย่างชัดเจน จากการลงทุนไม่เป็นไปตามความคาดหมาย องค์กรจะประสบปัญหาค่อนข้างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านชื่อเสียง
8. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กร เช่นการตกแต่งบัญชี การฉ้อโกงในบริษัทที่มีผลต่อผู้ถือหุ้น ผู้ให้กู้ และพนักงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์กรในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 1990 จากการสำรวจจะพบว่าความเสี่ยง (Risk Management) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากแม้ว่าองค์กรจะต้องลงทุนในด้านการดูแลบริหารความเสี่ยง แต่เราจะพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการขาดหน่วยงานบริหารความเสี่ยงแล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมักจะเทียบไม่ได้กับเงินลงทุนในการดูแลจัดการความเสี่ยงดังกล่าว
O หาเครื่องเตือนภัยด้วย Risk Alert
หลักการในการบริหารความเสี่ยง ต้องอาศัยหลักจากการหาเครื่องเตือนภัย Early Warning System หรือ Risk Alert โดยเริ่มจากการพิจารณาหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น (Identify Risk) เมื่อรู้แล้วความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งที่คาดการณ์ได้และเหนือความคาดการณ์มีอะไรบ้าง ก็หันมาพิจารณาประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้น (Measure and Estimate Risk Exposures) พิจารณาหาเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ป้องกันหรือลดความเสี่ยง (Instruments to shift or Trade Risks)
จากนั้นก็เปรียบเทียบต้นทุนและประโยชน์ของเครื่องมือที่ทำมาลดความ เสี่ยง และพิจารณาหากลยุทธ์ในการลดความเสี่ยง (Risk Mitigation Strategy) อันได้แก่ การหาทางเลี่ยงความเสี่ยงนั้น หรือไม่ก็ผลักภาระความเสี่ยงออกไป โดยใช้เครื่องมือในการผลักภาระ นอกจากนี้ ยังหาทางลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานโดยการป้องกันหรือ ทำตัวชี้วัดเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แต่หากไม่ทำอะไรเลย ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
ในปัจจุบันการบริหารความเสี่ยงสามารถ กระทำได้ โดยการทำความเข้าใจกับลักษณะของธุรกิจและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละองค์กรและอุตสาหกรรมที่ต่างกัน ย่อมมีลักษณะที่แตกต่างกันไป เมื่อเราทราบที่มาของความเสี่ยง ที่ปรึกษาก็จะสามารถสร้างเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้วัดดัชนีความเสี่ยง (Key Risk Indications) ที่สามารถวิเคราะห์และประเมินผลในรูปแบบที่กระชับง่ายต่อการเข้าใจ เพื่อแจ้งเตือนผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัท โดยอาศัย Information Technology ในการแจ้งเตือนจากทุก ๆ ที่ทุกเวลาที่เหมาะสมกับองค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ เป็นการเฉพาะ (Customized Solution) ระบบดังกล่าวถือเป็นเครื่องเตือนภัยล่วงหน้า Risk Alert หรือ Alarm System ซึ่งสามารถส่งเป็น SMS, e-mail หรือ MMS หรือเป็น Risk Alert Dash Board ให้กับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถดำเนินการหรือมุ่งเน้นสาระสำคัญในการประชุมแก้ปัญหาได้อย่างทัน เหตุการณ์อีกด้วย
“ผมว่าปัจจุบันเรื่องการจัดการความเสี่ยงสำคัญมาก บางองค์กรและบางบริษัทให้ความสำคัญ ตั้งหน่วยงานขึ้นมา บางบริษัทบอกว่าวุ่นวายและมีต้นทุน แต่ก็มีข้อพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ผลเสียของการที่ไม่มีระบบป้องกันความเสี่ยง เวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทำให้เกิดความเสียหายกว่าคนที่มีระบบจัดการความเสี่ยงหลายเท่า พื้นฐานทั่วไปของธุรกิจ เราจะเห็นว่า ธุรกิจโดยมากอยากเร่งเติบโต ยิ่งเราต้องการเร่งทำกำไร ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องบริหารความเสี่ยง”
O ความเสี่ยงที่อยู่รอบตัวเรา
ไม่เพียงความเสี่ยงของคนที่ทำธุรกิจเท่านั้น แต่ผู้คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ก็มีความเสี่ยงอยู่รายล้อมเช่นเดียวกัน ดร.สุวิทย์บอกว่าความเสี่ยงของผู้คน แบ่งเป็นหลายอย่างเช่นเดียวกับความเสี่ยงของธุรกิจ
“ความเสี่ยงด้านการเงิน” ตรงนี้ครอบคลุมไปถึงเรื่องการออม การใช้จ่าย ดร.สุวิทย์บอกว่าปัญหาของผู้คนทุกวันนี้คือเก็บออมไม่ได้ คนที่ไม่มีเงินออมก็จะบอกว่าไม่มีอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มี ก็เริ่มต้นทำให้ตัวเองมีเงินออม
“หลายคนที่บ่นว่าออมไม่ได้ ผมว่าง่ายๆ ก็หัดทรมานตัวเองหน่อย กินให้น้อยลง เก็บหอมรอมริบ พยายามไม่อยากมีอะไร สร้างนิสัยประหยัด ตรงนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้ชีวิตและสร้างเงินออมได้ในที่สุด เมืองไทยของเรายังดีนะที่มีการออมประมาณ 30% ของจีดีพี ถ้าเทียบกับการออมของคนอเมริกาที่น้อยมาก เวลาเศรษฐกิจไม่ดี คนก็ตกงานกันหมด”
“ความเสี่ยงด้านอาชีพ” และ “ความเสี่ยงด้านการศึกษา ” ดร.สุวิทย์ บอกว่า เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของผู้คน เป็นการยากสำหรับทุกคนที่จะประกอบอาชีพอย่างที่ตัวเองรักและชอบ ขณะที่ความเสี่ยงด้านการศึกษาก็มีเช่นกัน เช่น ตอนนี้คนฮิตเรียนเอ็มบีเอเต็มไปหมด จบมาเป็นนักบริหารกันหมด แต่ไม่มีใครเป็นนักผลิตเลย ต่อไปคนเรียนจบเอ็มบีเอก็ล้นตลาด
ดร.สุวิทย์ ยังบอกอีกว่า “ความเสี่ยงด้านการใช้ชีวิต” ก็เป็นความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เช่น การแต่งงานก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังมี “ความเสี่ยงด้านอนาคต” ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราอยากจะรับความเสี่ยงนั้นหรือไม่ ถ้าไม่อยากรับความเสี่ยง ก็ต้องหาเครื่องมือการเงินมารับภาระความเสี่ยงไปให้ประกัน
นอกจากนี้ คนเรายังมี”ความเสี่ยงด้านการลงทุน”อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งในยุคที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเราไม่สามารถพึ่งผลตอบแทนจากดอกเบี้ยได้อีก ดังนั้น จึงต้องป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน ด้วยการไปลงทุนในตราสารทางการเงินช่องทางอื่นๆ แทน ขณะเดียวกัน “ความเสี่ยงจากความผันแปรทางเศรษฐกิจ” ก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง เช่นอัตราเงินเฟ้อที่ถ้าสูงมากก็จะทำให้ค่าของเงินในกระเป๋าของเราลดลง
ดร.สุวิทย์ พูดถึงความเสี่ยงประการสุดท้ายว่า เป็น “ความเสี่ยงจากการไม่มีข้อมูล” ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ควรจะมีข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การทำธุรกิจ จะเห็นว่าคนที่ลงทุนโดยที่ทำความรู้จักและมีข้อมูลของแหล่งลงทุนนั้นอย่าง แท้จริง จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้
“ทุกวันนี้คนไม่ได้จัดการป้องกันความเสี่ยงให้ตัวเองเท่าไร ถ้าเป็นพวกนักการเงินก็จะง่ายในการจัดการแต่ถ้าเป็นคนทำอาชีพอื่นก็อาจเป็น เรื่องที่ห่างไกลจากพวกเขา ผมมีเพื่อนทำงานด้านมาร์เก็ตติ้ง เขาจะเก่งมาร์เก็ตติ้งมาก แต่จัดการเงินไม่เก่ง ไม่ชินเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง แต่ผมอยากบอกอีกครั้งว่าคนที่วางแผนป้องกันความเสี่ยง ผลลัพธ์ที่ออกมาจะแตกต่างกับคนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงแน่นอน คนเราต้องรู้จักบริหารความเสี่ยง ดีกว่าเดินไปเรื่อยเปื่อย ถ้าไม่เกิดอะไรก็ดีไป แต่เมื่อไหร่ที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย คราวนี้จะยุ่ง สมัยนี้ถ้าเราไม่ป้องกันความเสี่ยง ก็จะมีปัญหา เราต้องการที่จะลดความเสี่ยงเพื่อการอยู่รอด ถ้าเศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง การป้องกันความเสี่ยงและการวางแผนจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน”
ดร.สุวิทย์ ยังบอกอีกว่า คีย์เวิร์ดในการจัดการความเสี่ยงคือ “Risk” และ “Return” แน่นอนผลตอบแทนมากย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงมาก แต่ไม่ว่าเราจะเสี่ยงมากหรือน้อย ก็ต้องป้องกันความเสี่ยงเอาไว้เป็นดีที่สุด คนเราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมากเพื่อให้ได้มาก ทำไมไม่เสี่ยงพอประมาณ และได้แบบพอเพียง
“ที่จริงผมก็เข้าใจว่าโลกยุคนี้วัตถุนิยม ไม่มีเงินก็ลำบาก ฉะนั้นทุกคนเลยอยากเสี่ยงเพื่อได้เยอะ แต่ผมกลับเชื่อเรื่องการออม กับการใช้จ่าย ว่าถ้าเราจัดการเรื่องพวกนี้ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงเยอะ ผมว่าคนเราต้องรู้จักลำบากก่อน อยากได้อะไรต้องหัดตัวให้ลำบากก่อนแล้วจะได้ในสิ่งที่อยากได้ ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่ร่วมกับความเสี่ยง มีทั้งความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้ และความเสี่ยงที่คาดการณ์ไม่ได้ เช่น กรณีของการเกิดซับไพร์ม บางคนอาจจะคิดว่าไม่น่าจะกระทบต่อเราเท่าไร แต่พอแบงก์ลดการปล่อยสินเชื่อ จะเห็นว่ามีผลกระทบต่อเราทันที ในเรื่องความเสี่ยงก็เหมือนเราขับเครื่องบิน ถ้าขับไปเรื่อย ไม่รู้จะตกหลุมอากาศเมื่อไหร่ แต่พอมีเรดาร์ตรวจจับสภาวะอากาศ เราก็จะรู้ว่าตรงไหนลมแรงจัด ตรงไหนเมฆเยอะ ตรงไหนเสี่ยง ซึ่งถ้าเรารู้ก็ตัดสินใจได้ว่าจะหลบเลี่ยงยังไง แต่ถ้าเราไม่เห็น คิดว่าก็แล้วแต่ดวง ก็เจอปัญหาได้”
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของความเสี่ยง ที่คุณหรือใครก็บริหารจัดการได้